ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
ภาระ NCDs ส่งผลต่อแรงงาน ค่าใช้จ่ายในระบบสุขภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ประมาณมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์จากความเจ็บป่วยและการเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อในปี 2562 คิดเป็น 9.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) หรือประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี โดยเป็นความสูญเสียจากผลิตภาพในวัยแรงงาน คิดเป็น 8.9% ของ GDP และจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล 0.8% ของ GDP
ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายและมาตรการเชิงป้องกัน NCDs เช่น แผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของประเทศไทย (พ.ศ. 2566-2570) พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 แผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565-2570) พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 แผนปฏิบัติการด้านควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับชาติระยะที่ 2 (พ.ศ. 2565 -2570) และแผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566-2570) แต่แนวโน้มของพฤติกรรมเสี่ยงและสถานการณ์โรคไม่ติดต่อยังมีความท้าทาย และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2573 โอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อของคนไทยจะเท่ากับ 12% ทำให้ไทยจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goal: SDGs) ด้านลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อลงหนึ่งในสาม (SDG 3.4.1) ที่ตั้งไว้ในปี 2573
การวิเคราะห์รายจ่ายด้านสุขภาพและการลงทุนในการป้องกันโรค
รายจ่ายดำเนินการด้านสุขภาพ (Current Health Expenditure: CHE) ในปี 2564 จำนวน 715,325.0 ล้านบาท (ไม่รวมรายจ่ายสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโควิด 19) คิดเป็น 4.4% ของ GDP และมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อหัวประชากร 9,990.4 บาท ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อซื้อสินค้าและบริการสุขภาพส่วนบุคคล โดยเฉพาะบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน มีรายจ่ายจำนวน 497,050.1 ล้านบาท คิดเป็น 69.5% ของรายจ่ายดำเนินการด้านสุขภาพ ในปี 2564 ในจำนวนนี้เป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก 34.5% และร้อยละ 35% ของรายจ่ายดำเนินการด้านสุขภาพตามลำดับ ส่วนรายจ่ายด้านการป้องกันโรค ครอบคลุมกิจกรรม 6 ด้าน ได้แก่ โปรแกรมการให้ข้อมูลและคำปรึกษา บริการด้านวัคซีน บริการคัดกรองในช่วงต้นก่อนมีอาการ การตรวจสอบโรคทั่วๆ ไป งานเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงทาง ระบาดวิทยาและการควบคุมโรค และงานเตรียมความพร้อมเพื่อตอบสนองต่อภัยพิบัติและเหตุการณ์ช่วงวิกฤต มีสัดส่วน 8.8% ของรายจ่ายดำเนินการด้านสุขภาพ ในปี 2564 เป็นสัดส่วนที่เปลี่ยนแปลง ไม่มากนักนับตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา
หากพิจารณาเฉพาะรายการค่าใช้จ่ายสำหรับป้องกัน NCDs เช่น การสื่อสารให้ความรู้ ข้อมูลข่าวสารทางด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อ งานรณรงค์ทางสุขภาพเพื่อส่งเสริมการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี งานดำเนินงานป้องกันในชุมชน งานการใช้มาตรการป้องกันและลดการบริโภคยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติด งานบริการที่จัดโดยกลุ่มช่วยเหลือกันเองเพื่อเลิกสุรา ยาสูบและสารเสพติด มีสัดส่วน 1.2% ของรายจ่ายดำเนินการด้านสุขภาพทั้งหมด หรือ 13.7% ของค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันโรคทั้งหมดในปี 2564
รายจ่ายด้านการป้องกันโรคในฐานข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศไทยปี 2564 เป็นรายจ่ายส่วนใหญ่ที่มาจากกระทรวงสาธารณสุข 25,202.6 ล้านบาท (40% ของค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันโรค) ตามด้วยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 13,514.3 ล้านบาท (21.5%) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 12,476.3 ล้านบาท (19.8%) และกระทรวงอื่นๆ 6,431.1 ล้านบาท (10.2%)
ความยั่งยืนทางการเงินของระบบสุขภาพและนโยบายการระดมทุน
ความพอเพียงและความยั่งยืนทางการเงินของภาครัฐ ในการรับภาระด้านรายจ่ายด้านสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นความท้าทายที่สำคัญของการคลังสุขภาพของประเทศไทยในภาพรวม แนวโน้ม รายจ่ายสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อและโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่ต้องการการรักษาต่อเนื่องระยะยาว ปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ และจากการขยายสิทธิประโยชน์ของการบริการทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และมีมูลค่าต้นทุนสูง ที่ผ่านมารัฐบาลได้ตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าว และมีนโยบายด้านการระดมทุน เช่น แนวคิดการเพิ่ม อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม การเพิ่มพิกัดการเก็บภาษีน้ำตาล (ตั้งแต่ปี 2560) ทั้งนี้การเก็บภาษีสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพนอกจากจะเป็นการเพิ่มแหล่งงบประมาณแล้ว ยังเกิดประโยชน์ต่อการสร้างเสริมสุขภาพด้วย แต่ยังไม่มีนโยบายที่พิจารณามิติการลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่ชัดเจนมากนัก มีเพียงการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ระบบแรงจูงใจเพื่อให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรักษาสุขภาพตนเอง ไม่ให้ป่วย เช่น การให้เงินโบนัสรายปีสำหรับผู้ประกันตนที่ไม่มีประวัติความเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อ
ช่องว่างในการป้องกันโรคและความท้าทายของหน่วยบริการปฐมภูมิ
รายจ่ายด้านสุขภาพของไทยมุ่งเน้นไปที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุดของรายจ่ายดำเนินการด้านสุขภาพ ส่วนรายจ่ายด้านการป้องกันโรคยังมีสัดส่วนไม่มากนัก สะท้อนช่องว่าง ในการลงทุนด้านการป้องกันโรค โดยเฉพาะบริการด้านการป้องกันโรคไม่ติดต่อ นอกจากนี้ ผลงานการให้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่ติดต่อ เช่น งานบริการคัดกรองและประเมินปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพกาย/สุขภาพจิต ประกอบด้วย ดัชนีมวลกาย (BMI) บริการคัดกรองความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการเสพสารเสพติด บริการคัดกรองภาวะเครียด/ภาวะซึมเศร้า การให้คำปรึกษาแนะนำปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรายบุคคล และงานควบคุมป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนยังทำได้ไม่ดีนัก ผลสำรวจสุขภาพคนไทยครั้งที่ 7 (พ.ศ.2567-2568) พบความชุกเบาหวานเพิ่มขึ้น จากเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จาก 9.5% เป็น 10.6% ส่วนความชุกความดันโลหิตสูงก็เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จาก 25% เป็น 29%
การมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของหน่วยบริการระดับปฐมภูมิในการให้บริการด้านการคัดกรองโรคและการสร้างเสริมสุขภาพประชาชนก่อนป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อให้มีประสิทธิภาพ เป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญในการป้องกันโรคไม่ติดต่อในประชาชนไทย นอกจากนี้ ระบบฐานข้อมูลที่มีการบันทึกข้อมูลประชาชนยังมีลักษณะแยกส่วน และยังไม่มีการพิจารณาใช้ข้อมูลปัจจัย ความเสี่ยงเชิงพฤติกรรมของประชาชนหรือผู้ป่วยและผลลัพธ์ทางสุขภาพของผู้ป่วยในการให้บริการหรือติดตามผลการรักษา ก็เป็นข้อจำกัดต่อการให้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้เกิดประสิทธิผล สูงสุดเช่นกัน
ยุทธศาสตร์และนโยบายการจัดการปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบัน
การที่ประเทศไทยมีนโยบายด้านการจัดการป้องกันและจัดการปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อหลายนโยบาย ทั้งที่เป็นกฎหมายและแผนปฏิบัติการระดับชาติ โดยแผนปฏิบัติการระดับชาติ (แผนปฏิบัติการระดับ 3) ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการกับปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อรายปัจจัยเสี่ยง (risk factors) เช่น การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การควบคุมยาสูบ โภชนาการ การลดการบริโภคเกลือและโซเดียม การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง โดยมีแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของประเทศไทย (พ.ศ. 2566-2570) เป็นแผนหลักที่จะประสานและเร่งรัด การทำงานการป้องกันโรคไม่ติดต่อในภาพรวมของประเทศให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนยืนและเป้าหมายโรคไม่ติดต่อระดับโลกที่กำหนดไว้ใน พ.ศ. 2573 โดยแผนนี้มี 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 บูรณาการเครือข่ายทุกภาคส่วนในการจัดการโรคไม่ติดต่อ (Smart NCD Network) ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (NCD Health Literacy) ความตระหนักรู้ รู้เท่าทันและค่านิยมในการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของคนในชาติ และยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างระบบนิเวศ (NCD Ecosystem) ที่เอื้อต่อการจัดการโรคไม่ติดต่อของประเทศ
ประเทศมีกฎหมายและแผนระดับชาติที่จัดการปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ เช่น พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 แผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565-2570) พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และแผนปฏิบัติการด้านควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับชาติระยะที่ 2 (พ.ศ. 2565 -2570) แผนยุทธศาสตร์การดูแลสุขภาพด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิต และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม แผนระดับชาติที่เน้นจัดการรายโรคและความเจ็บป่วยด้วย เช่น แผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ (พ.ศ. 2567-2575) รวมถึงนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข “นโยบายคนไทยห่างไกล NCDs” ปี 2567-2568
มีนโยบายระดับประชากรที่จัดการปัจจัยสภาพแวดล้อมทางกายภาพด้านยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดการเข้าถึงสินค้าทำลายสุขภาพเหล่านี้ผ่านกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ในด้านการจัดการปัจจัยสภาพแวดล้อมทางกายภาพของอาหาร โดยเฉพาะนโยบายที่เพิ่มการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือลดการกระจายสินค้าหรือการเข้าถึงสินค้าอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น อาหารที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม แปรรูปขั้นสูง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง อาหารจานด่วน ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจน ขณะที่อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเหล่านี้ มีการกระจายสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคไทยเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้นและมีการทำกิจกรรมการตลาด และการส่งเสริมการขายที่เข้มข้น
บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการออกแบบพื้นที่สุขภาวะ
อปท. มีบทบาทสำคัญมากในการวางนโยบายและลงทุนกับมาตรการเหล่านี้ โดยเฉพาะการสร้างสภาพแวดล้อมและพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในวิถีชีวิตของผู้พักอาศัยในเมือง หลายพื้นที่มีการดำเนินการในลักษณะการสร้างสวนสาธารณะหรือสถานที่ออกกำลังกาย ในขณะที่การออกแบบผังเมืองหรือการจัดการโครงสร้างพื้นฐานในการเดินทาง เช่น การเชื่อมต่อของถนน การสร้างพื้นที่สุขภาวะในชุมชนที่พิจารณามิติสุขภาพร่วมด้วย ยังไม่แพร่หลายมากนัก
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย : ด้านการพัฒนานโยบายป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ
1. พัฒนาและใช้นโยบายสาธารณะและเครื่องมือทางกฎหมายจัดการปัจจัยสภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อที่เป็นส่วนขาด (gap) ให้สอดคล้องตามรายการนโยบาย WHO NCD Best Buy Interventions โดยเฉพาะปัจจัยสภาพแวดล้อมทางอาหาร และการทำกิจกรรมการตลาดของสินค้าทำลายสุขภาพในช่องทางออนไลน์และรูปแบบใหม่ โดยคำนึงถึงหลักการทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ (Health in All Policies) ที่ใช้ inside-out approach หน่วยงานผู้กำหนดนโยบายนอกภาคส่วนสาธารณสุขคำนึงถึงมิติการปกป้องสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนร่วมด้วยในการพัฒนานโยบาย
2. พัฒนามาตรการแบบมุ่งเป้ากลุ่มประชากรกลุ่มเสี่ยง เช่น การจัดการพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ และการป้องกันและส่งเสริมการลดละเลิกยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในกลุ่มผู้ชาย โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพช่าง ผู้ใช้แรงงาน คนงานก่อสร้าง ซึ่งควรพัฒนานโยบายระดับสถานที่ทำงานหรือสถานประกอบการร่วมด้วย
3. สร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ เช่น บ้านปลอด NCDs พร้อมระบบกลไกสร้างแรงจูงใจ ฉลากอาหารที่มีประสิทธิภาพในการให้ข้อมูลโภชนาการพร้อมเตือนความเสี่ยง
4. ขยายผลนวัตกรรมในระดับพื้นที่เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในการลดโรคไม่ติดต่อ เช่น การปรับสูตรอาหารผลิตภัณฑ์และของฝากประจำจังหวัด
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย : ด้านการพัฒนานโยบายป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ
1. สร้างความเข้มแข็งให้ระบบกลไกอภิบาลนโยบายนโยบายป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ ได้แก่ ระบบบริหาร กำกับติดตาม และตัดสินใจทางนโยบายในทุกระดับ และเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน โดยเน้นที่สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงระบบนิเวศที่เอื้อต่อการมีวิถีชีวิตสุขภาพดีและได้รับการปกป้องจากปัจจัยเสี่ยง
2. สนับสนุนบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานด้านสุขภาพ เพื่อการสร้างสภาพแวดล้อมสรรค์สร้างและพื้นที่สุขภาวะในระดับพื้นที่
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย : ด้านระบบข้อมูลและกลไกอภิบาลข้อมูล
1. พัฒนาฐานข้อมูลและกรอบติดตามความก้าวหน้าการทำงาน ครอบคลุมผลลัพธ์ระยะกลาง เช่นพฤติกรรมและปัจจัยสภาพแวดล้อม ผลลัพธ์ทางสุขภาพ ตัวชี้วัดเชิงกระบวนการ รวมถึงข้อมูลด้านค่าใช้จ่ายทางสุขภาพรายโรคไม่ติดต่อ
2. พัฒนาฐานข้อมูลสุขภาพรายบุคคลเพื่อระบุประชากรกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบางว่าอยู่ที่ใด คืนข้อมูลให้ผู้ป่วยดูแลสุขภาพตัวเองอย่างต่อเนื่อง เช่น know your number (รู้ค่าน้ำตาลในเลือด ค่าความดันโลหิต ค่าไขมันในเลือด น้ำหนักตัว) สนับสนุนการประเมินสุขภาพอย่างง่ายด้วยตนเองผ่านชุดตรวจสอบอย่างง่าย (self-test) และการดูแลสุขภาพตนเองในชีวิตประจำวัน (self-care) เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการใช้บริการ
3. สนับสนุนการใช้ข้อมูลระดับเขต จังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อวางแผนระบุประเด็นหรือวาระ ที่สำคัญในการจัดการประเด็นปัจจัยเสี่ยงหรือโรคไม่ติดต่อตามบริบทพื้นที่
4. สร้างกลไกประสานงานด้านข้อมูลและสถานการณ์ระหว่างหน่วยงานและคณะทำงานต่าง ๆ ของประเทศ
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย : ด้านนโยบายการคลังเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ
1. พัฒนานวัตกรรมนโยบายทางการเงินการคลังเพื่อสุขภาพ เช่น การกำหนดพิกัดภาษีสินค้าทำลายสุขภาพใหม่ เช่น อาหารไขมันสูง โซเดียมสูง การให้เงินอุดหนุนอุปกรณ์กีฬาเพื่อเพิ่มการเข้าถึงได้ง่ายและ ส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายของประชาชน การลดหย่อนภาษีให้ผู้ประกอบการที่มีพนักงานสุขภาพดี การลดค่าเช่าที่ในตลาดต่างๆ หรือห้างสรรพสินค้าของกิจการที่ขายสินค้าเพื่อสุขภาพ
2. พัฒนาและใช้กลไกทางการคลังเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ประกอบและผู้ให้บริการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือจัดบริการที่สร้างเสริมการมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของประชาชน และลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลระยะยาว เช่น ผ่านแนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคม
3. พัฒนาชุดสิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และสร้างผลกระทบสูง โดยให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและพฤติกรรมประชาชนในยุคปัจจุบัน รวมถึงชุดสิทธิประโยชน์ที่สนับสนุนให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเอง เช่น เครื่องนับก้าว และ salt meter พร้อมการออกแบบระบบเบิกจ่าย ที่เหมาะสมและสะท้อนผลลัพธ์สุขภาพที่พึงประสงค์ของประชาชนหรือพื้นที่ เช่น Bundled payment ตามโรคและอาการเจ็บป่วยก่อนเป็นโรคและระหว่างดำเนินโรคเรื้อรัง หรือ Value-based payment ตามการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกของผลลัพธ์สุขภาพที่พึงประสงค์ เช่น การจ่ายเพิ่มขึ้นสำหรับการมีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานในระยะสงบหรือผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติมากขึ้น การจ่ายเพิ่มกรณีที่สัดส่วนผู้ใช้สิทธิมีสุขภาพดีและไม่ได้ไปพบแพทย์ด้วยโรคไม่ติดต่อในรอบปี
สรุปแนวทางการจัดการปัญหา NCDs
การจัดการปัญหา NCDs ของประเทศไทย ต้องอาศัยนโยบายที่จัดการกับปัจจัยสภาพแวดล้อมที่มีประสิทธิผลโดยใช้มาตรการที่มีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ป้องกันโรคไม่ติดต่อในระดับประชากร โดยนโยบายสาธารณะควรพิจารณาจัดลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกับสถานการณ์ท้าทายในบริบทปัจจุบัน ควบคู่ไปกับมาตรการแบบเฉพาะเจาะจงที่มุ่งเป้าหมายกับกลุ่มประชากรเฉพาะ และควรพัฒนา ระบบอภิบาลนโยบายและระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและเชื่อมโยงทุกภาคส่วน อันจะเป็นปัจจัยความสำเร็จ และทำให้การทำงานยั่งยืนในทุกระดับ รวมถึงควรมีการทบทวนและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนทางสุขภาพ ที่มุ่งเน้นการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของประชาชน ที่เป็นไปได้จริงและสอดคล้องกับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไป