HSIU HSRI

HSIU

power by สวรส

แผนระดับชาติ

นโยบายการป้องกัน
และควบคุมโรค NCDs

แผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของประเทศไทย

📅 พ.ศ. 2566 – 2570 🎯 เป้าหมาย: ลดการเสียชีวิต 25%
400K
การเสียชีวิต/ปี
1.6T
ความสูญเสีย (บาท)
5x5
โรค x ปัจจัยเสี่ยง
3
ยุทธศาสตร์หลัก

นโยบายและระบบนิเวศ NCDs

สถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในประเทศไทย

คนไทยเสียชีวิตจาก NCDs

~400,000 ราย/ปี

คิดเป็น

81% ของการเสียชีวิตทั้งหมด

ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ

1.6 ล้านล้านบาท

คนไทยเสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ประมาณ 400,000 รายต่อปี คิดเป็นร้อยละ 81 ของการเสียชีวิตทั้งหมด โดย 12.8% ของคนไทยมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนอายุ 70 ปี หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร จากโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง และโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง ซึ่ง NCDs มีปัจจัยเสี่ยงจากน้ำหนักเกินและอ้วน น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และมีปัจจัยเสี่ยงทางพฤติกรรมจากกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ มลพิษทางอากาศ อาหารหวานมันเค็มสูง บริโภคผักผลไม้ไม่เพียงพอ บริโภคแอลกอฮอล์ ยาสูบ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ภาระ NCDs ส่งผลต่อแรงงาน ค่าใช้จ่ายในระบบสุขภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ประมาณมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์จากความเจ็บป่วยและการเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อในปี 2562 คิดเป็น 9.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) หรือประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี โดยเป็นความสูญเสียจากผลิตภาพในวัยแรงงาน คิดเป็น 8.9% ของ GDP และจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล 0.8% ของ GDP

ประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายและมาตรการเชิงป้องกัน NCDs เช่น แผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของประเทศไทย (พ.ศ. 2566-2570) พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 แผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565-2570) พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 แผนปฏิบัติการด้านควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับชาติระยะที่ 2 (พ.ศ. 2565 -2570) และแผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566-2570) แต่แนวโน้มของพฤติกรรมเสี่ยงและสถานการณ์โรคไม่ติดต่อยังมีความท้าทาย และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2573 โอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อของคนไทยจะเท่ากับ 12% ทำให้ไทยจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goal: SDGs) ด้านลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อลงหนึ่งในสาม (SDG 3.4.1) ที่ตั้งไว้ในปี 2573

การวิเคราะห์รายจ่ายด้านสุขภาพและการลงทุนในการป้องกันโรค

รายจ่ายดำเนินการด้านสุขภาพ (Current Health Expenditure: CHE) ในปี 2564 จำนวน 715,325.0 ล้านบาท (ไม่รวมรายจ่ายสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโควิด 19) คิดเป็น 4.4% ของ GDP และมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อหัวประชากร 9,990.4 บาท ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อซื้อสินค้าและบริการสุขภาพส่วนบุคคล โดยเฉพาะบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน มีรายจ่ายจำนวน 497,050.1 ล้านบาท คิดเป็น 69.5% ของรายจ่ายดำเนินการด้านสุขภาพ ในปี 2564 ในจำนวนนี้เป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก 34.5% และร้อยละ 35% ของรายจ่ายดำเนินการด้านสุขภาพตามลำดับ ส่วนรายจ่ายด้านการป้องกันโรค ครอบคลุมกิจกรรม 6 ด้าน ได้แก่ โปรแกรมการให้ข้อมูลและคำปรึกษา บริการด้านวัคซีน บริการคัดกรองในช่วงต้นก่อนมีอาการ การตรวจสอบโรคทั่วๆ ไป งานเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงทาง ระบาดวิทยาและการควบคุมโรค และงานเตรียมความพร้อมเพื่อตอบสนองต่อภัยพิบัติและเหตุการณ์ช่วงวิกฤต มีสัดส่วน 8.8% ของรายจ่ายดำเนินการด้านสุขภาพ ในปี 2564 เป็นสัดส่วนที่เปลี่ยนแปลง ไม่มากนักนับตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา

หากพิจารณาเฉพาะรายการค่าใช้จ่ายสำหรับป้องกัน NCDs เช่น การสื่อสารให้ความรู้ ข้อมูลข่าวสารทางด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อ งานรณรงค์ทางสุขภาพเพื่อส่งเสริมการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี งานดำเนินงานป้องกันในชุมชน งานการใช้มาตรการป้องกันและลดการบริโภคยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติด งานบริการที่จัดโดยกลุ่มช่วยเหลือกันเองเพื่อเลิกสุรา ยาสูบและสารเสพติด มีสัดส่วน 1.2% ของรายจ่ายดำเนินการด้านสุขภาพทั้งหมด หรือ 13.7% ของค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันโรคทั้งหมดในปี 2564

รายจ่ายด้านการป้องกันโรคในฐานข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศไทยปี 2564 เป็นรายจ่ายส่วนใหญ่ที่มาจากกระทรวงสาธารณสุข 25,202.6 ล้านบาท (40% ของค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันโรค) ตามด้วยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 13,514.3 ล้านบาท (21.5%) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 12,476.3 ล้านบาท (19.8%) และกระทรวงอื่นๆ 6,431.1 ล้านบาท (10.2%)

ความยั่งยืนทางการเงินของระบบสุขภาพและนโยบายการระดมทุน

ความพอเพียงและความยั่งยืนทางการเงินของภาครัฐ ในการรับภาระด้านรายจ่ายด้านสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นความท้าทายที่สำคัญของการคลังสุขภาพของประเทศไทยในภาพรวม แนวโน้ม รายจ่ายสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อและโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่ต้องการการรักษาต่อเนื่องระยะยาว ปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ และจากการขยายสิทธิประโยชน์ของการบริการทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และมีมูลค่าต้นทุนสูง ที่ผ่านมารัฐบาลได้ตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าว และมีนโยบายด้านการระดมทุน เช่น แนวคิดการเพิ่ม อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม การเพิ่มพิกัดการเก็บภาษีน้ำตาล (ตั้งแต่ปี 2560) ทั้งนี้การเก็บภาษีสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพนอกจากจะเป็นการเพิ่มแหล่งงบประมาณแล้ว ยังเกิดประโยชน์ต่อการสร้างเสริมสุขภาพด้วย แต่ยังไม่มีนโยบายที่พิจารณามิติการลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่ชัดเจนมากนัก มีเพียงการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ระบบแรงจูงใจเพื่อให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรักษาสุขภาพตนเอง ไม่ให้ป่วย เช่น การให้เงินโบนัสรายปีสำหรับผู้ประกันตนที่ไม่มีประวัติความเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อ

ช่องว่างในการป้องกันโรคและความท้าทายของหน่วยบริการปฐมภูมิ

รายจ่ายด้านสุขภาพของไทยมุ่งเน้นไปที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุดของรายจ่ายดำเนินการด้านสุขภาพ ส่วนรายจ่ายด้านการป้องกันโรคยังมีสัดส่วนไม่มากนัก สะท้อนช่องว่าง ในการลงทุนด้านการป้องกันโรค โดยเฉพาะบริการด้านการป้องกันโรคไม่ติดต่อ นอกจากนี้ ผลงานการให้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่ติดต่อ เช่น งานบริการคัดกรองและประเมินปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพกาย/สุขภาพจิต ประกอบด้วย ดัชนีมวลกาย (BMI) บริการคัดกรองความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการเสพสารเสพติด บริการคัดกรองภาวะเครียด/ภาวะซึมเศร้า การให้คำปรึกษาแนะนำปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรายบุคคล และงานควบคุมป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนยังทำได้ไม่ดีนัก ผลสำรวจสุขภาพคนไทยครั้งที่ 7 (พ.ศ.2567-2568) พบความชุกเบาหวานเพิ่มขึ้น จากเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จาก 9.5% เป็น 10.6% ส่วนความชุกความดันโลหิตสูงก็เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จาก 25% เป็น 29%

การมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของหน่วยบริการระดับปฐมภูมิในการให้บริการด้านการคัดกรองโรคและการสร้างเสริมสุขภาพประชาชนก่อนป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อให้มีประสิทธิภาพ เป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญในการป้องกันโรคไม่ติดต่อในประชาชนไทย นอกจากนี้ ระบบฐานข้อมูลที่มีการบันทึกข้อมูลประชาชนยังมีลักษณะแยกส่วน และยังไม่มีการพิจารณาใช้ข้อมูลปัจจัย ความเสี่ยงเชิงพฤติกรรมของประชาชนหรือผู้ป่วยและผลลัพธ์ทางสุขภาพของผู้ป่วยในการให้บริการหรือติดตามผลการรักษา ก็เป็นข้อจำกัดต่อการให้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้เกิดประสิทธิผล สูงสุดเช่นกัน

ยุทธศาสตร์และนโยบายการจัดการปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบัน

การที่ประเทศไทยมีนโยบายด้านการจัดการป้องกันและจัดการปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อหลายนโยบาย ทั้งที่เป็นกฎหมายและแผนปฏิบัติการระดับชาติ โดยแผนปฏิบัติการระดับชาติ (แผนปฏิบัติการระดับ 3) ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการกับปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อรายปัจจัยเสี่ยง (risk factors) เช่น การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การควบคุมยาสูบ โภชนาการ การลดการบริโภคเกลือและโซเดียม การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง โดยมีแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อของประเทศไทย (พ.ศ. 2566-2570) เป็นแผนหลักที่จะประสานและเร่งรัด การทำงานการป้องกันโรคไม่ติดต่อในภาพรวมของประเทศให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนยืนและเป้าหมายโรคไม่ติดต่อระดับโลกที่กำหนดไว้ใน พ.ศ. 2573 โดยแผนนี้มี 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 บูรณาการเครือข่ายทุกภาคส่วนในการจัดการโรคไม่ติดต่อ (Smart NCD Network) ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (NCD Health Literacy) ความตระหนักรู้ รู้เท่าทันและค่านิยมในการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของคนในชาติ และยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างระบบนิเวศ (NCD Ecosystem) ที่เอื้อต่อการจัดการโรคไม่ติดต่อของประเทศ

ประเทศมีกฎหมายและแผนระดับชาติที่จัดการปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ เช่น พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 แผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565-2570) พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และแผนปฏิบัติการด้านควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับชาติระยะที่ 2 (พ.ศ. 2565 -2570) แผนยุทธศาสตร์การดูแลสุขภาพด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิต และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม แผนระดับชาติที่เน้นจัดการรายโรคและความเจ็บป่วยด้วย เช่น แผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ (พ.ศ. 2567-2575) รวมถึงนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข “นโยบายคนไทยห่างไกล NCDs” ปี 2567-2568

มีนโยบายระดับประชากรที่จัดการปัจจัยสภาพแวดล้อมทางกายภาพด้านยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดการเข้าถึงสินค้าทำลายสุขภาพเหล่านี้ผ่านกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ในด้านการจัดการปัจจัยสภาพแวดล้อมทางกายภาพของอาหาร โดยเฉพาะนโยบายที่เพิ่มการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือลดการกระจายสินค้าหรือการเข้าถึงสินค้าอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น อาหารที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม แปรรูปขั้นสูง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง อาหารจานด่วน ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจน ขณะที่อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเหล่านี้ มีการกระจายสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคไทยเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้นและมีการทำกิจกรรมการตลาด และการส่งเสริมการขายที่เข้มข้น

บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการออกแบบพื้นที่สุขภาวะ

อปท. มีบทบาทสำคัญมากในการวางนโยบายและลงทุนกับมาตรการเหล่านี้ โดยเฉพาะการสร้างสภาพแวดล้อมและพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในวิถีชีวิตของผู้พักอาศัยในเมือง หลายพื้นที่มีการดำเนินการในลักษณะการสร้างสวนสาธารณะหรือสถานที่ออกกำลังกาย ในขณะที่การออกแบบผังเมืองหรือการจัดการโครงสร้างพื้นฐานในการเดินทาง เช่น การเชื่อมต่อของถนน การสร้างพื้นที่สุขภาวะในชุมชนที่พิจารณามิติสุขภาพร่วมด้วย ยังไม่แพร่หลายมากนัก

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย : ด้านการพัฒนานโยบายป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ

1. พัฒนาและใช้นโยบายสาธารณะและเครื่องมือทางกฎหมายจัดการปัจจัยสภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อที่เป็นส่วนขาด (gap) ให้สอดคล้องตามรายการนโยบาย WHO NCD Best Buy Interventions โดยเฉพาะปัจจัยสภาพแวดล้อมทางอาหาร และการทำกิจกรรมการตลาดของสินค้าทำลายสุขภาพในช่องทางออนไลน์และรูปแบบใหม่ โดยคำนึงถึงหลักการทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ (Health in All Policies) ที่ใช้ inside-out approach หน่วยงานผู้กำหนดนโยบายนอกภาคส่วนสาธารณสุขคำนึงถึงมิติการปกป้องสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนร่วมด้วยในการพัฒนานโยบาย

2. พัฒนามาตรการแบบมุ่งเป้ากลุ่มประชากรกลุ่มเสี่ยง เช่น การจัดการพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ และการป้องกันและส่งเสริมการลดละเลิกยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในกลุ่มผู้ชาย โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพช่าง ผู้ใช้แรงงาน คนงานก่อสร้าง ซึ่งควรพัฒนานโยบายระดับสถานที่ทำงานหรือสถานประกอบการร่วมด้วย

3. สร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ เช่น บ้านปลอด NCDs พร้อมระบบกลไกสร้างแรงจูงใจ ฉลากอาหารที่มีประสิทธิภาพในการให้ข้อมูลโภชนาการพร้อมเตือนความเสี่ยง

4. ขยายผลนวัตกรรมในระดับพื้นที่เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในการลดโรคไม่ติดต่อ เช่น การปรับสูตรอาหารผลิตภัณฑ์และของฝากประจำจังหวัด

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย : ด้านการพัฒนานโยบายป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ

1. สร้างความเข้มแข็งให้ระบบกลไกอภิบาลนโยบายนโยบายป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ ได้แก่ ระบบบริหาร กำกับติดตาม และตัดสินใจทางนโยบายในทุกระดับ และเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน โดยเน้นที่สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงระบบนิเวศที่เอื้อต่อการมีวิถีชีวิตสุขภาพดีและได้รับการปกป้องจากปัจจัยเสี่ยง

2. สนับสนุนบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานด้านสุขภาพ เพื่อการสร้างสภาพแวดล้อมสรรค์สร้างและพื้นที่สุขภาวะในระดับพื้นที่

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย : ด้านระบบข้อมูลและกลไกอภิบาลข้อมูล

1. พัฒนาฐานข้อมูลและกรอบติดตามความก้าวหน้าการทำงาน ครอบคลุมผลลัพธ์ระยะกลาง เช่นพฤติกรรมและปัจจัยสภาพแวดล้อม ผลลัพธ์ทางสุขภาพ ตัวชี้วัดเชิงกระบวนการ รวมถึงข้อมูลด้านค่าใช้จ่ายทางสุขภาพรายโรคไม่ติดต่อ

2. พัฒนาฐานข้อมูลสุขภาพรายบุคคลเพื่อระบุประชากรกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบางว่าอยู่ที่ใด คืนข้อมูลให้ผู้ป่วยดูแลสุขภาพตัวเองอย่างต่อเนื่อง เช่น know your number (รู้ค่าน้ำตาลในเลือด ค่าความดันโลหิต ค่าไขมันในเลือด น้ำหนักตัว) สนับสนุนการประเมินสุขภาพอย่างง่ายด้วยตนเองผ่านชุดตรวจสอบอย่างง่าย (self-test) และการดูแลสุขภาพตนเองในชีวิตประจำวัน (self-care) เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการใช้บริการ

3. สนับสนุนการใช้ข้อมูลระดับเขต จังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อวางแผนระบุประเด็นหรือวาระ ที่สำคัญในการจัดการประเด็นปัจจัยเสี่ยงหรือโรคไม่ติดต่อตามบริบทพื้นที่

4. สร้างกลไกประสานงานด้านข้อมูลและสถานการณ์ระหว่างหน่วยงานและคณะทำงานต่าง ๆ ของประเทศ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย : ด้านนโยบายการคลังเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ

1. พัฒนานวัตกรรมนโยบายทางการเงินการคลังเพื่อสุขภาพ เช่น การกำหนดพิกัดภาษีสินค้าทำลายสุขภาพใหม่ เช่น อาหารไขมันสูง โซเดียมสูง การให้เงินอุดหนุนอุปกรณ์กีฬาเพื่อเพิ่มการเข้าถึงได้ง่ายและ ส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายของประชาชน การลดหย่อนภาษีให้ผู้ประกอบการที่มีพนักงานสุขภาพดี การลดค่าเช่าที่ในตลาดต่างๆ หรือห้างสรรพสินค้าของกิจการที่ขายสินค้าเพื่อสุขภาพ

2. พัฒนาและใช้กลไกทางการคลังเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ประกอบและผู้ให้บริการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือจัดบริการที่สร้างเสริมการมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของประชาชน และลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลระยะยาว เช่น ผ่านแนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคม

3. พัฒนาชุดสิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และสร้างผลกระทบสูง โดยให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและพฤติกรรมประชาชนในยุคปัจจุบัน รวมถึงชุดสิทธิประโยชน์ที่สนับสนุนให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเอง เช่น เครื่องนับก้าว และ salt meter พร้อมการออกแบบระบบเบิกจ่าย ที่เหมาะสมและสะท้อนผลลัพธ์สุขภาพที่พึงประสงค์ของประชาชนหรือพื้นที่ เช่น Bundled payment ตามโรคและอาการเจ็บป่วยก่อนเป็นโรคและระหว่างดำเนินโรคเรื้อรัง หรือ Value-based payment ตามการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกของผลลัพธ์สุขภาพที่พึงประสงค์ เช่น การจ่ายเพิ่มขึ้นสำหรับการมีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานในระยะสงบหรือผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติมากขึ้น การจ่ายเพิ่มกรณีที่สัดส่วนผู้ใช้สิทธิมีสุขภาพดีและไม่ได้ไปพบแพทย์ด้วยโรคไม่ติดต่อในรอบปี

สรุปแนวทางการจัดการปัญหา NCDs

การจัดการปัญหา NCDs ของประเทศไทย ต้องอาศัยนโยบายที่จัดการกับปัจจัยสภาพแวดล้อมที่มีประสิทธิผลโดยใช้มาตรการที่มีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ป้องกันโรคไม่ติดต่อในระดับประชากร โดยนโยบายสาธารณะควรพิจารณาจัดลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกับสถานการณ์ท้าทายในบริบทปัจจุบัน ควบคู่ไปกับมาตรการแบบเฉพาะเจาะจงที่มุ่งเป้าหมายกับกลุ่มประชากรเฉพาะ และควรพัฒนา ระบบอภิบาลนโยบายและระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและเชื่อมโยงทุกภาคส่วน อันจะเป็นปัจจัยความสำเร็จ และทำให้การทำงานยั่งยืนในทุกระดับ รวมถึงควรมีการทบทวนและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนทางสุขภาพ ที่มุ่งเน้นการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของประชาชน ที่เป็นไปได้จริงและสอดคล้องกับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไป

วิสัยทัศน์และเป้าประสงค์

วิสัยทัศน์

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความร่วมมือของทุกภาคส่วน สนับสนุนให้ประชาชนสามารถจัดการสุขภาพตนเองให้พ้นจากโรค NCDs ที่ป้องกันได้อย่างยั่งยืน ภายในปี พ.ศ. 2570

เป้าประสงค์หลัก

ลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชาชนจากโรค NCDs ลงร้อยละ 25 ภายในปี พ.ศ. 2570

(เทียบกับปี พ.ศ. 2553)

ยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน

Smart NCD Network

บูรณาการเครือข่ายทุกภาคส่วน

สร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม

ขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ
สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน
ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม
พัฒนาศักยภาพบุคลากร

NCD Health Literacy

สร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ

เพิ่มขีดความสามารถให้ประชาชนจัดการสุขภาพตนเองได้

เสริมสร้างความรอบรู้ (Health in All Policies)
สื่อสารความเสี่ยงเชิงรุก
พัฒนาเครื่องมือและนวัตกรรม
สร้างองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ

NCD Ecosystem

สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อสุขภาพ

ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน นโยบาย และสภาพแวดล้อม

ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน 7 ด้าน
พัฒนาระบบข้อมูลเชื่อมโยง
ผลักดันนโยบายในที่ทำงาน
ยกระดับมาตรฐานร้านอาหาร

ค่านิยมหลัก "N-C-D-S"

N

Networking

สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง

C

Cooperation

ประสานงานและทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

D

Development

นำแผนสู่การปฏิบัติและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

S

Smart

ทำงานชาญฉลาดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ต้นทุนทางเศรษฐกิจจากโรค NCDs

ต้นทุนรวมทางเศรษฐกิจจากโรค NCDs

1,637.5 พันล้านบาท

คิดเป็น ร้อยละ 9.7 ของ GDP (ปี 2562)

การกระจายต้นทุนตาม 5 กลุ่มโรคหลัก

โรคหัวใจและหลอดเลือด

652.5

พันล้านบาท

โรคมะเร็ง

184.6

พันล้านบาท

โรคเบาหวาน

375.5

พันล้านบาท

โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง

358.8

พันล้านบาท

โรคทางสุขภาพจิต

ใหม่

ตัวชี้วัดความสำเร็จ

การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ต้องเร่งรัด
ค่าจริง เส้นเป้าหมาย

ความชุกโรคความดันโลหิตสูง

ต้องเร่งรัด
ค่าจริง เส้นเป้าหมาย

ความชุกโรคเบาหวาน

ต้องเร่งรัด
ค่าจริง เส้นเป้าหมาย

ความชุกโรคอ้วน

ต้องเร่งรัด
ค่าจริง เส้นเป้าหมาย